นักธรณีวิทยาศึกษาหินในมหายุคนี้ ทราบว่าแผ่นดินในมหายุคพาลีโอโซอิกในช่วงแรกส่วนมากอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ ต่อมาได้เคลื่อนตัวมารวมกันเป็นมหาทวีปที่เรียกว่าพันเจียในช่วงปลายของมหายุค โลกในมหายุคนี้ผ่านสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ร้อนชื้นอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงร้อน และแห้งแล้ง ไปจนถึงมีเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ได้เกิดขึ้น ถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 จัดเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานในปัจจุบัน ในปลายมหายุคพาลีโอโซอิกแม้ว่านักธรณีวิทยาจะแบ่งเวลาในอดีตของโลกออกเป็น 3 บรมยุค แต่ในบรมยุคอาร์คีโอโซอิกและโพรเทอโรโซอิกมีแต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำขนาดเล็ก และไม่มีหลักฐานฟอสซิลปรากฏมากนัก เนื่องจากกระบวนการธรณีแปรสัณฐาน (Plate Tectonics) ทำให้เกิดวัฏจักรการสร้างและทำลายแผ่นเปลือกโลก หินบนโลกส่วนใหญ่จึงมีอายุไม่เกิน 500 ล้านปี นักธรณีวิทยาจึงเรียกช่วงเวลาของสองบรมยุคนี้ว่า พรีแคมเบียน (Precambian period) ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาก่อนที่จะถึงยุคแคมเบียน (Cambian) และแบ่งช่วงเวลาของบรมยุคฟาเนอโรโซอิกออกเป็น 3 มหายุค ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 11 ยุค โดยพิจารณาจากประเภทของฟอสซิลซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังตาราง
มหายุคพาลีโอโซอิก
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558
มหายุคพาลีโอโซอิก
มหายุคพาลีโอโซอิก (อังกฤษ: Paleozoic Era; จากภาษากรีก palaio (παλαιο), "เก่าแก่" และ zoe (ζωη), "ชีวิต", หมายถึง "ชีวิตโบราณ" เป็นมหายุคแรกสุดจาก 3 มหายุคในบรมยุคฟาเนอโรโซอิก ซึ่งเป็นยุคทางธรณีกาลของโลก ช่วงเวลาของมหายุคพาลีโอโซอิกอยู่ในช่วง 542-251 ล้านปีมาแล้ว และแบ่งย่อยออกเป็นหกยุคเรียงตามลำดับเก่า-ใหม่ ได้แก่ ยุคแคมเบรียน ยุคออร์โดวิเชียน ยุคไซลูเรียน ยุคดีโวเนียน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส และ ยุคเพอร์เมียนเมื่อโลกมีอายุ ประมาณ 4,000 ล้านปี มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่หลายชนิดจำนวนมากเริ่มปรากกฎ มันเป็นหลักฐานที่เกิดเป็นฟอสซิล จากที่ไม่เคยมีมากในหินที่มีอายุแก่กว่านี้เลย ช่วงเวลา 289 ล้านปีในมหายุคพาลีโอโซอิก เกิดบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ฟองน้ำ ปะการัง หอย แมลง ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อคลาน พืชที่มีท่อน้ำเลี้ยง พืชไม่มีเมล็ด และมีเมล็ด (แต่ยังไม่มีดอก)
นักธรณีวิทยาศึกษาหินในมหายุคนี้ ทราบว่าแผ่นดินในมหายุคพาลีโอโซอิกในช่วงแรกส่วนมากอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ ต่อมาได้เคลื่อนตัวมารวมกันเป็นมหาทวีปที่เรียกว่าพันเจียในช่วงปลายของมหายุค โลกในมหายุคนี้ผ่านสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ร้อนชื้นอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงร้อน และแห้งแล้ง ไปจนถึงมีเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ได้เกิดขึ้น ถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 จัดเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานในปัจจุบัน ในปลายมหายุคพาลีโอโซอิกแม้ว่านักธรณีวิทยาจะแบ่งเวลาในอดีตของโลกออกเป็น 3 บรมยุค แต่ในบรมยุคอาร์คีโอโซอิกและโพรเทอโรโซอิกมีแต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำขนาดเล็ก และไม่มีหลักฐานฟอสซิลปรากฏมากนัก เนื่องจากกระบวนการธรณีแปรสัณฐาน (Plate Tectonics) ทำให้เกิดวัฏจักรการสร้างและทำลายแผ่นเปลือกโลก หินบนโลกส่วนใหญ่จึงมีอายุไม่เกิน 500 ล้านปี นักธรณีวิทยาจึงเรียกช่วงเวลาของสองบรมยุคนี้ว่า พรีแคมเบียน (Precambian period) ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาก่อนที่จะถึงยุคแคมเบียน (Cambian) และแบ่งช่วงเวลาของบรมยุคฟาเนอโรโซอิกออกเป็น 3 มหายุค ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 11 ยุค โดยพิจารณาจากประเภทของฟอสซิลซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังตาราง
นักธรณีวิทยาศึกษาหินในมหายุคนี้ ทราบว่าแผ่นดินในมหายุคพาลีโอโซอิกในช่วงแรกส่วนมากอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ ต่อมาได้เคลื่อนตัวมารวมกันเป็นมหาทวีปที่เรียกว่าพันเจียในช่วงปลายของมหายุค โลกในมหายุคนี้ผ่านสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ร้อนชื้นอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงร้อน และแห้งแล้ง ไปจนถึงมีเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ได้เกิดขึ้น ถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 จัดเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานในปัจจุบัน ในปลายมหายุคพาลีโอโซอิกแม้ว่านักธรณีวิทยาจะแบ่งเวลาในอดีตของโลกออกเป็น 3 บรมยุค แต่ในบรมยุคอาร์คีโอโซอิกและโพรเทอโรโซอิกมีแต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำขนาดเล็ก และไม่มีหลักฐานฟอสซิลปรากฏมากนัก เนื่องจากกระบวนการธรณีแปรสัณฐาน (Plate Tectonics) ทำให้เกิดวัฏจักรการสร้างและทำลายแผ่นเปลือกโลก หินบนโลกส่วนใหญ่จึงมีอายุไม่เกิน 500 ล้านปี นักธรณีวิทยาจึงเรียกช่วงเวลาของสองบรมยุคนี้ว่า พรีแคมเบียน (Precambian period) ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาก่อนที่จะถึงยุคแคมเบียน (Cambian) และแบ่งช่วงเวลาของบรมยุคฟาเนอโรโซอิกออกเป็น 3 มหายุค ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 11 ยุค โดยพิจารณาจากประเภทของฟอสซิลซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังตาราง
ยุคพรีแคมเบียน
ในยุคนี้เป็นยุคแรกที่มีสิ่งมีชีวิตชนิดแรกถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวจะมีลักษณะ แตกต่างจากมนุษย์หรือสัตว์ที่เรารู้จัก ทั้งนี้เพราะมันเป็นรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบง่ายที่สุด มีเพียงเซลล์เดียว เท่านั้น ไม่เหมือนดังเช่นมนุษย์ที่มีเซลล์อยู่ภายในร่างการนับล้าน ๆ เซลล์ การดำรงชีวิตของเราขึ้นอยู่กับเจ้าเซลล์ จำนวนมากมายมหาศาลเหล่านี้ แต่เนื่องจากเซลล์ดังกล่าวมีขนาดเล็กมาก เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ จึงจำเป็น ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง ๆ เข้ามาช่วย จึงจะทำให้สามารถมองเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบง่าย ๆ เหล่านี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ ได้ตั้งชื่อให้มันว่า "โปรคารีโอต (Prokaryote)" ปัจจุบันนี้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ เช่นนี้ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไป 2,000 ล้านปี โปรคารีโอต เริ่มมีการพัฒนาตนเองให้มีความซับซ้อนมากขึ้น โครงสร้างภายในเริ่มมีอวัยวะมากขึ้น ภายในเริ่มมีนิวเคลียส ภายในจะบรรจุ DNA และสารพันธุกรรมอยู่เป็นจำนวนมากเซลล์ที่มี การวิวัฒนาการจนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นนี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "ยูคารีโอต(Eukaryote)" ภายใน ผนังเซลล์จะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่แจกจ่ายพลังงานให้แก่เซลล์มีอวัยวะที่สร้างสายพันธุกรรมเพื่อให้ลูกหลานมีลักษณะที่เหมือน เซลล์พ่อแม่ทุกประการ ช่วงเวลาของยุคแห่งการปรับเปลี่ยนทางวิวัฒนาการนี้จะกินเวลาประมาณ 2,000-3,000 ล้านปี หลังจาก นั้นจึงเริ่มเข้าสู่ มหายุค พาลีโอโซอิค ซึ่งเป็นยุคที่มีสิ่งมีชีวิตที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เริ่มถือกำเนิดขึ้น
ยุคแคมเบรียน
ยุคออร์โดวิเชียน
ยุคไซลูเรียน
ยุคดีโวเนียน
ยุคคาร์บอนิเฟอรัส
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








